วันจันทร์ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2556

หาทางปฏิรูปการศึกษา ด้วยการมองหาบริบทการศึกษาไทยในอดีต (๑)

ขณะที่เขียนบันทึกนี้ (๕ ทุ่มของวันที่ ๙ ธันวาคม ๒๕๕๖) ความหวังที่จะมีการปฏิรูปการปกครองของไทยใกล้เข้ามาทุกทีๆ  นั่นหมายถึงความหวังที่จะปฏิรูปการศึกษาไทยทั้งโครงสร้างก็อาจจะมีทางเป็นไปได้

รศ.ดร.พิศมัย ศรีอำไพ  มอบหนังสือ "แนวพระราชดำริด้านการศึกษา ๙ รัชการ" ให้ผมนานแล้ว เมื่อพูดถึงการปฏิรูปการศึกษา เลยถือโอกาสมองใน "แว่นย้อนเวลา" เพื่อค้นหาความเข้าใจบริบทการศึกษาไทยในอดีต เผื่อจะมีประโยชน์จึงบันทึกไว้ให้ผู้สนใจมาลองตีความได้ครับ




หนังสือเล่มนี้จัดทำโดยสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา จัดพิมพ์เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนพรรษา ๗ รอบ (๕ ธันวาคม ๒๕๕๔) จำนวน ๑๐,๐๐๐ เล่ม เป็นหลังสือหนาเกือบ ๔๐๐ หน้า ท่านผู้สนใจในรายละเอียดโปรดหามาอ่านเองเถิด....หรือหากต้องการงานที่สั้นกว่านี้ อ่านได้ที่นี่ 

ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักร คนไทยจึงรักและเทิดทูลกษัตริย์ ในอดีตกษัตริย์ทรงเป็นผู้บัญญัติพัฒนาการศึกษา ก่อนที่ต่อมารัชกาลที่ ๗ จะทรงสละราชบัลลังก์ บริบทของการศึกษาตามแนวพระราชดำริของกษัตริย์ อาจแบ่งได้เป็น ๓ ยุค ได้แก่

 ๑) ยุค "รวบ" หรือ ราชวัง วัด และบ้าน ตั้งแต่สมัยสุโขทัย อยุธยา เรื่อยมาถึงสมัยรัตนโกสินตอนต้น
 ๒) ยุค "บวร" หรือ บ้าน วัด โรงเรียน ตั้งแต่รัชกาลที่ ๔ ถึงรัชกาลที่ ๗
 ๓) ยุค "รวม" หรือ โรงเรียน วิทยาลัย และมหาวิทยาลัย เริ่มอย่างจริงจังหลังจากประกาศแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติฉบับที่ ๑ เรื่อยมาถึงปัจจุบัน ซึ่งในหลวงรัชกาลที่ ๘ และ ๙ ทำได้เพียงทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจ หรือทรงชี้แนะให้ข้อคิดให้พิจารณา ส่วนจะนำมาปฏิบัติหรือไม่อย่างไรนั้น เป็นไปตามการบริหารบ้านเมือง

การศึกษาไทยผูกพันและเกี่ยวข้องกับ ราชวัง->วัด->บ้าน->โรงเรียน->วิทยาลัย และ->มหาวิทยาลัย  ที่น่าสนใจคือ บ้าน-วัด-โรงเรียน ลองวิเคราะห์เทียบเคียงบ้านกับสถาบันครอบครัว เปรียบวัดกับระดับคุณธรรม และโรงเรียนเป็นเหมือนความรู้หรือพัฒนาการด้านการศึกษาในบริบทของตนเอง แล้วพล็อตออกมาเป็นระดับคุณภาพตามยุคศึกษาได้ดังรูป


วัด

วัดเป็นแหล่งเรียนรู้คุณธรรมตามหลักพุทธศาสนามาก่อนสมัยสุโขทัย ลองศึกษาประวัติศาสตร์ไทยเรื่อง "อริยวาส อริยวงศ์" ที่บันทึกคำบอกเล่าของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ที่นี่ จะเห็นตรรกะที่น่าเชื่อถืออยิ่ง (เป็นโจทย์วิจัยให้หาหลักฐานมายืนยัน) พระธรรมคำสอนตามหลักพุทธนี้เองที่ทำให้คนไทยมีใจเมตตา เอื้อเฟื้อ มีคุณธรรมอยู่ในระดับสูงเรื่อยมาตั้งแต่สุโขทัย อยุธยา แม้จะต้องมีการรบราไปมากับพม่า มอญ และขอม
หลังยุคสงคราม ประเทศชาติสงบร่มเย็นลง ต้นรัชสมัยกรุงรัตนโกสิน รัชกาลที่ ๑ - ๒ - ๓ ได้บูรณะฟื้นฟูวัดวาอารามราชวัง ทำให้คุณธรรมของคนค่อยๆ เข้มแข็งขึ้น และเจริญรุ่งเรืองอย่างรวดเร็วในรัชกาลที่ ๔  มีการจัดการศึกษาสงฆ์อย่างเป็นระบบ ทรงให้ความสนพระทัยพัฒนาทั้งทางปริยัติและปฏิบัติ ทั้งคันถธุระและวิปัสนาธุระ จนวัดกลายเป็นแหล่งที่พึ่งด้านการศึกษาในสังคมไทย ในขณะเดียวกันชาวตะวันตกเริ่มเข้ามีบทบาทสำคัญ อีกทั้งยังเกิดโรคระบาดหนัก (ฝีดาษ) มิชชั่นนารีซึ่งเป็นทั้งหมอและผู้สอนศาสนาได้เข้ามามีสวนสำคัญในการแก้ไขปัญหาอย่างได้ผล คนไทยหันมาให้ความสำคัญกับศาสตร์ตะวันตกมากขึ้น ในยุคสมัยรัชกาลที่ ๕ ประเทศชาติเจริญรุ่งเรืองด้านความรู้ด้านวัตถุอย่างมาก วัตถุนิยมเริ่มเข้ามาในสังคม คุณธรรมค่อยทรงและเริ่มทรุดหลังจากประกาศใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ (รัชกาลที่ ๗ สละราชบัลลังก์แล้ว) และระดับคุณธรรมเสื่อมลงอย่างรวดเร็วในยุคโลกาภิวัฒน์
การศึกษาราษฏรในยุค

บ้าน
การศึกษาในยุค "รวบ" สมัยสุโขทัย-อยุธยา ราชวังจะมีบทบาทสำคัญในการศึกษาขั้นต้นที่สอนให้เรียนเขียน อ่านหนังสือ ส่วนการเรียนศิลปะวิชาการเฉพาะได้ "บ้าน" ของครูหรือช่างจะเป็นแหล่งบ่มเพาะประสิทธิ์ประสาทวิชา ใช้วิธีเรียนแบบที่เรียกได้ว่า เรียนจากการทำงาน หรือเรียนจากการปฏิบัติ ก่อนจะออกไปประกอบอาชีพหรือรับราชการต่อไป
ก่อนการเลิกทาสในรัชสมัยรัชกาลที่ ๕ สถาบันครอบครัวเป็นอยู่ในลักษณะครอบครัวใหญ่เป็นไพร่ในเรือนขุนเรือนนาย ช่วง ๔๐ ปี ของการเลิกทาส สถาบันครัวพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว ก่อนจะทรง ทรุด และครอบครัวล่มสลายในปัจจุบัน จากผลโดยตรงของทุนนิยมจากการพัฒนาเศรษฐกิจที่ไม่คิดถึงบริบทของตนเอง

โรงเรียน 
โรงเรียนเกิดขึ้นก่อนในราชวัง ก่อนจะมีโรงเรียนสำหรับราษฎรในรัชกาลที่ ๕ และมีการพัฒนาอย่างจริงจังในรัชสมัยราชกาลที่ ๖ ก่อนแผนปฏิรูปเศรษฐกิจ ระบบการศึกษาเป็นแบบ "บวร" โรงเรียนตั้งอยู้ในวัด ครูคือพระ พระคือครู การพัฒนาความรู้ให้ก้าวทันศาสตร์ตะวันตก ที่หลงโลกจนลืมบริบทของตนเอง แม้จะพัฒนาจนมีวิทยาลัย มหาวิทยาลัย แต่โรงเรียนก็ไม่ได้แก้ไขปัญหาคุณธรรม ทำให้สถาบันครอบครัวล่มสลาย ซ้ำยังทำให้คนไทยทิ้งถิ่นฐานครอบครัวเข้าไปทำงานในเมือง "บ้าน" หายไปกลายเป็นระบบ "รวม" อย่างทุกวันนี้

ในรูป ผมทำแถบสีแดงแบบฟังก์ชันเพิ่ม แสดงระดับของความรู้ที่จำเป็นที่ต้องมีเพื่อให้เท่าทีนต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก สังเกตว่า บ้าน-วัด-โรงเรียน นั้นรวมกันอยู่และผสมผสานกันอย่างกลมกลืนก่อนจะเกิดการปฏิรูปทางเศรษฐกิจที่ไม่ได้คิดถึงบริบทและจุดเด่นของตนเอง...

...จนมีวันนี้ วันที่ประชาชนแบ่งเป็นสองฝ่าย.... จะโทษใคร .... ถ้าไม่ใช่... นักการศึกษา.....

ขอบจบบันทึกเท่านี้ก่อน
รายละเอียดในแต่ละสมัยรัชกาลของการเปลี่ยนแปลงและวิวัฒนา จำนำมาบันทึกต่อไปครับ...

วันศุกร์ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2556

วิธีการเรียนรู้แบบ "สมอง" ที่กลับทางกับการเรียนรู้ของ "ใจ"

หลังจากอ่านบันทึกของ ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช เรื่อง "วิธีเลี้ยงลูกให้มีนิสัยใจคอดี" ที่นี่   ทำให้เห็นความแตกต่างชัดเจนระหว่างการเรียนรู้ที่เอา "สมองเป็นฐาน" กับการเอา "ใจเป็นประธาน" ของชาวพุทธ .... เขาบอกว่า

  1. คุณสมบัติของสมองที่เกี่ยวข้องกับนิสัยใจคอคือ Effecive Function หรือ EF ซึ่งเกี่ยวกับความสามารถในการควบคุมตนเอง ความยืดหยุ่นซึ่งสำคัญต่อการเป็นนักเรียนรู้  การมีวินัยในตนเอง และความคิดสร้างสรรค์
  2. EF จะดีหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการทำงานของสมองส่วน Amygdala (อมิกดาลา)  และ Prefrontal Cortex (สมองส่วนหน้า) โดยบอกว่า...สมองอมิกดาลาที่ยัง "เถื่อน" อยู่ จะส่งสัญญาณดิบๆ ไปยังสมองส่วนหน้าทำให้เครียด ความเครียดนี้เป็นอุปสรรคในการเรียนรู้ และเป็นตัวบ่อนทำลาย EF... 
  3. ท่านบอกว่า งานวิจัยชี้ว่า การทำสมาธิวิธีต่างๆ ทำให้อมิกดาลา "เชื่อง" ลงได้ และช่วยกำจัดมรุสุมความเครียด 
หากสังเกตและลองพิจารณา จะพบว่า
  • จะอธิบายเหตุที่ทำให้ "ใจ" เครียด หรือ มีความสุข เพราะสมองทำงานอย่างไร เช่น เมื่อสมองส่วนหน้าทำงาน จะทำให้มีความสุข เป็นต้น 
  • ในทางกลับกัน ทางพุทธ จะสอนว่า "ทุกอย่างมี "ใจ" เป็นใหญ่ เป็นประธาน ทุกอย่างสำเร็จได้ด้วยใจ"  นั่นคือ การอธิบายจะ "กลับทาง" กับการอธิบายข้างต้น เช่น เนื่องจากกิเลสครอบงำ ไม่ได้สิ่งที่อยากได้ อยากมี อยากเป็น หรือเป็นในสิ่งที่ไม่อยากเป็น ทำให้ "ใจเครียด"  ทำให้สมองทำงานอย่างนั้นๆ เป็นต้น
  • หรือ เมื่อ "ใจเป็นสมาธิ" จะทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองส่วนหน้า ทำให้รู้สึกว่ามีความสุข เป็นต้น ....
โดยสรุปว่า ตอนนี้มีความเห็นที่แตกต่างกัน 2 ทาง คือ
  1. เข้าใจว่าทุกอย่างเริ่มที่สมอง สมองเป็นใหญ่ กับ
  2. เข้าใจว่าทุกอย่างอยู่ที่ใจ ใจเป็นใหญ่ ใจเป็นประธาน
ท่านว่าไงครับ....

วันพุธที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2556

วิพากษ์บทวิพากษ์ของผู้ใหญ่ในบ้านเมือง

อ่านบทความเรื่อง "มาร์กซิสต์ที่ไม่มีชนชั้น" ที่เขียนโดย ศาสตราจารย์ ดร. นิธิ เอี่ยวศรีวงศ์ ซึ่งแนะนำโดย ศาสตราจารย์ นพ.วิจารณ์ พานิช แล้ว มีความรู้สึกว่าต้อง ชวนทุกท่านมาวิพากษ์บทวิพากษ์นี้ที่มีต่อ ศาสตราจารย์ นพ.ประเวศ วะสี (ที่นี่ครับ)
ท่านสามารถอ่านข้อเสนอการปฏิรูปการเมืองที่เสนอโดยหมอประเวศ ได้ที่นี่ครับ ผมคิดว่านี่เป็นแนวคิดล่าสุดที่ ศ.ดร.นิธิ นำมาวิพากษ์ ซึ่งท่านบอกว่า ครั้งนี้ก็เหมือนเดิมกับครั้งก่อนๆ ผมจับประเด็นและตีความการวิพากษ์ของท่านได้ดังนี้ครับ
  • ท่านบอก ว่า...  แนวคิดของหมอประเวศละเลยหรือมองข้ามการมองถึงปัญหาจริงๆ ที่เกิดขึ้น ปัญหาจริงๆ ที่เกิดขึ้นตอนนี้คือ คนไทยและสังคมไทยกลายเป็น "กัมมันตะ" ไปนานแล้ว... ผมตีความว่า กัมมันตพลเมือง (active-citizen) ในความหมายของท่านคือ ทุกๆ กลุ่มของพลเมืองได้เข้ามีบทบาทในโลกสมัยใหม่นี้แล้ว โดยเฉพาะ "รากหญ้า" ที่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้ง "อย่างเปิดเผยและเอาจริงเอาจัง"
  • ท่านบอกว่า... แรงประสานและแนวคิดของหมอประเวศไม่ได้ผลเป็นแน่ (ท่านใช้คำว่าแรงประสานน้อยลง) เพราะ สังคมไทยเปลี่ยนไปแล้ว.. วิธีของหมอประเวศที่จะเน้น "ความร่วมมือ" จากทุกภาคส่วนโดยวางตนเองอยู่นอกความขัดแย้ง (ท่านใช้คำว่า ไม่ปล่อยตนเองให้อยู่ในความขัดแย้ง)..ท่านบอกว่าเป็นวิธีที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง
  • ท่านบอกว่า...สมัยนี้ไม่ใช่เฉพาะใครบางคนเท่านั้นที่เห็นเก่ตน แต่ทุกๆคนในสังคมเห็นแก่ตัวพอๆ กัน และความขัดแย้งเกิดขึ้นจึงเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ ท่านสรุประหว่างย่อหน้าว่า "ความขัดแย้งและการต่อสู้ในวิถีทางต่างๆ เพื่อ "ต่อรอง" กับฝ่ายอื่น เป็นลักษณะสำคัญที่มองข้ามไม่ได้ของสังคมในรัฐสมัยใหม่"
  • ท่านมองว่า..การปฏิรูปการเมืองในแนวทางของหมอประเวศเป็นแบบ "ถอยกลับ" ซึ่งท่านบอกว่าเป็นไปไม่ได้แล้ว
ขอวิพากษ์จากปัญญาหางอึ่ง ดังนี้ครับ
  • ความเห็นต่างกันอย่างสุดขั่ว ท่านหนึ่งบอกว่าควรเน้น "ร่วมมือ" อีกท่านบอกว่าต้องจัดการ "ต่อรอง"...อาจเป็นเพราะมองต่างกัน ท่านหนึ่งมองความถูกต้องดีงามศีลธรรม ส่วนท่านหนึ่งมองที่ผลประโยชน์
  • ผมคิดว่าแนวทางของหมอประเวศ ไม่ใช่การละเลยปัญหาหรือความจริง แต่เป็นการมองไปที่เหตุของปัญหาและมุ่งแก้ปัญหาที่เหตุ ตามหลักพุทธ... เหตุของปัญหาคือการศึกษาและปัญญาของคน ท่านจึงมุ่งแก้มาที่ชุมชนและสังคมแห่งการเรียนรู้ 
  • ผมคิดว่าสังคมตอนนี้ไม่ใช่ "กัมมันตพลเมือง" ด้วยเหตุที่ กัมมันตพลเมืองน่าจะมีองค์ประกอบสำคัญคือการศึกษาที่ถูกต้อง ทำให้พลเมืองเป็นตัวของตนเอง หรือเรียกว่า "สัมมากัมมันตะ" ทำให้เกิดการประทำที่ "ชอบ" ... แต่ความขัดแย้งจากการปลุกระดม มอมเมาด้วยกิเลส และใช้เงินเป็นเครื่องมือ ไม่น่าจะเป็นการปฏิวัติตนเอง แต่เป็นกรรมที่ มีผู้กระทำนำสู่ความตกต่ำในที่สุด 
  • เหมือน ศ.ดร.นิธิ จะบอกว่า มันก็ "เป็นเช่นนั้นเอง" เหมือนยอมรับและปลงแล้วส่งคำว่า "เป็นไปตามกรรม"...แต่ความจริงกรรมเกิดจากการกระทำ ดังนั้นจะทำให้สังคมดีขึ้น ต้องทำกรรมดี ไม่ใช่ปล่อยให้คนไม่ดีมาปกครองบ้านเมือง 
  • ศ.ดร.นิธิ น่าจะใช้ฐานคิด เมื่อไหร่ที่ใช้ฐานคิด เราจะติดกับคำว่า "กรอบอ้างอิง" คำๆ นี้ต้องใช้เสมอในการคิดและการสื่อสาร แต่ ศ.นพ.ประเวศ น่าจะใช้ฐานใจ คือเน้นที่ความจริง ความดี และความงาม ที่ท่านพยายามส่งผ่านมาจากกระทำแบบเน้นหลักอริยสัจ.
ท่านล่ะครับว่าไง...

วันอังคารที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2556

พระบรมราโชวาทเกี่ยวกับกฎหมาย กับ คดีหมิ่นของ "สนธิ ลิ้มทองกุล"

ผมเป็นเด็กบ้านนอก ในครอบครัวรากหญ้าที่ยากจน ผมเรียนทุนกุศลทางการศึกษามาตั้งแต่ ม.ต้น จนถึง ป.เอก  ผมเคยใฝ่ฝันที่จะไปเรียนเกี่ยวกับพืชสวนพืชไร่ แต่ไม่มีโอกาส โอกาสที่ทำให้ผมได้เรียนต่อ ป.ตรี คือมีผู้อุปการะ ผมคือ 1 ใน 8 คน ของลูกคนจนที่ มูลนิธิ "ไชยย้ง ลิ้มทองกุล" ผู้ใจบุญ ให้ทุนเรียนจนจบ ป.ตรี ที่ มศว.ประสานมิตร... ผมยังจำคำพูดของ "สนธิ ลิ้มทองกุล" ในวันปฐมนิเทศพวกเราที่บ้านเจ้าพระยาว่า "...เราไม่ต้องการสิ่งตอบแทนใดๆ ขอเพียงอย่างเดียวคือ เมื่อใดที่ช่วยเหลือตัวเองได้ จงให้ต่อไปกับผู้ไม่มีโอกาส..."

..เท่าที่ได้สัมผัส รับรู้ และติดตาม ตลอดมา ผมมีความเห็นว่า ท่านปกป้องสถาบันฯ เยี่ยงชีวีจริงๆ....

วันนี้ได้อ่านข่าวว่าท่านถูกตัดสินในคดีหมิ่นฯ จำคุก 2 ปี (อ่านที่นี่) แม้จะรู้สึกสะเทือนใจ เศร้าใจ แต่ก็ไม่หวั่นไหว ผมเชื่อมั่นในหลักธรรมว่า กรรมดีย่อมส่งผลดี คนที่ปกป้องความดี ความดีย่อมปกป้องคนนั้นด้วย เพียงแต่ต้องยึดมั่นในความดีให้ถึงที่สุด...

ผมขอเชิญพระบรมราโชวาทบางตอน ที่ทรงพระราชทานแก่ผู้สอบไล่ได้ตามหลักสูตรสำนักอบรมศึกษากฏหมายแห่งเนติบัณฑิตสภา สมัยที่ 29 และ 30  ปีการศึกษา 2520 และ 2521 ที่อาคารใหม่ สวนอัมพร ในตอนบ่ายวันจันทร์ที่ 16 ตุลาคม (จากหนังสือ รอยพระยุคบาล บันทึกความทรงจำโดย พล.ต.อ. วสิษฐ์ เดชกุญชร หน้า 420-421 พิมพ์ครั้งที่ 10) ดังนี้ครับ...

..."การที่อยู่กับกฎหมายและใช้กฎหมายมากๆ นั้น อาจทำให้ติดกับตัวบทกฎหมายมากเกินไป และทำให้เห็นว่า ลำพังตัวบทกฎหมายจะให้ความยุติธรรมได้สมบูรณ์ ความจริง กฎหมายเป็นเพียงเครื่องมือสำหรับกำหนดความถูกผิด เพื่ออาศัยเป็นหลักวินิจฉัยในการอำนวยความยุติธรรม หาใช่ปัจจัยสำคัญสิ่งเดียวในการให้ความยุติธรรมไม่ ดังนั้นจะอาศัยตัวบทกฎหมายกับคำให้การในศาลเท่านั้นไม่ได้ ทั้งนี้ เพราะตัวบทกฎหมาย รวมทั้งข้อเท็จจริงที่นำมากล่าวแก่ศาล เป็นสิ่งที่อาจนำมาพลิกแพลงให้ผิดเพี้ยนไปได้ต่างๆ ด้วยความหลง ด้วยอคติ หรือด้วยเจตนาอันไม่สุจริต ทำให้ความยุติธรรมถูกลิดรอนทำลายไป

การอำนวยความยุติกรรมจึงต้องอาศัยผู้ใช้กฎหมายเป็นปัจจัยสำคัญด้วย เท่าๆ กับตัวกฎหมาย ในการที่จะได้กระทำหน้าที่ที่สามารถอำนวยคุณอำนวยโทษให้แก่ประชาชนได้ต่อไป จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำให้เป็นผู้ยุติธรรมก่อนเป็นเบื้องต้น ด้วยการตั้งใจให้มั่นคงที่จะรักษาความเป็นกลาง และรักษาวัตถุประสงค์ของกฎหมายแต่ละฉบับไว้โดยเคร่งครัดแน่วแน่ พร้อมกับรักษาความสุจริต จรรยา และมโนธรรมของกฏหมายไว้เสมอกับชีวิต ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุขุมรอบคอบ ประกอบด้วยอุเบกขาและปัญญาอันกระจ่างแจ่มใส จึงจะมีดุลพินิจที่เที่ยงแท้ถูกต้อง และสามารถเป็นที่พึ่งอาศัยของประชาชนผู้อยู่ใต้บังคับแห่งกฎหมายบ้านเมืองได้แท้จริง"....

สุดท้ายนี้ ขอคุณความดีใดๆ ที่ผมกระทำแล้วทั้งในอดีต กำลังกระทำอยู่ และที่จะทำต่อไป จงเป็นเหตุปัจจัยให้ "สนธิ ลิ้มทองกุล" ผ่านพ้นมายาคดีนี้ในศาลชั้นฎีกาด้วยเถิด.....

วันศุกร์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2556

3 ข้อค้นพบจากการเยี่ยมโรงเรียน และ 5 จุดที่ควรปรับเปลี่ยนของครู

จากการลงพื้นที่ไปเยี่ยมโรงเรียนระดับประถมศึกษา  (และประถมฯ ขยายโอกาส) กว่า 20 โรงเรียน ในเขตพื้นที่ในรัศมีจากมหาวิทยาลัยไม่เกิน 100 กิโลฯ ผมมีข้อค้นพบ 3 ประการสำคัญ และข้อสังเกต 5 จุดที่ควรปรับเปลี่ยนสำหรับกิจกรรมการเรียนการสอนของครู ที่อยากนำมาแบ่งปันเสนอแนะ ดังนี้ครับ

ข้อค้นพบ
  1. พบว่ายังไม่มีโรงเรียนระดับประถมใดเลย ที่ครูสอนแบบ "โครงงานบูรณาการบนฐานปัญหาชีวิต" หรือ PBL (Project-based Learning หรือ Problem-based Learning)
  2. พบว่าสิ่งที่สำคัญที่จำเป็นต้องมีแต่ยังมีน้อย หรือแทบไม่มีคือ "การนิเทศการสอนภายในโรงเรียน" ซึ่งเป็นกิจกรรมสำคัญประการหนึ่งของ "PLC ชั้นใน" (PLC ในโรงเรียน)... โจทย์วิจัยและพัฒนาสำคัญคือ "ทำอย่างไรจะทำให้ ผู้อำนวยการโรงเรียนและครูให้ความสำคัญ และมีทักษะในการ นิเทศการสอนภายใน ใช้กระบวนการ KM ในการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนอย่างผ่อนคลาย และสม่ำเสมอ"
  3. พบว่ามี "ครูเพื่อศิษย์" ที่สามารถเป็น Best Practice (BP) ในพื้นที่ ที่ควรจะได้รับการ "ถอดบทเรียน" และเผยแพร่ ขยายผลสู่คนอื่นๆ ได้หลายคน.... (ทีม CADL ของ มมส. กำลังทำหน้าที่ "ถอดบทเรียน" ของ BP เหล่านั้น และจะนำมาแบ่งปันต่อไป) 
จุดที่ควรปรับเปลี่ยนในการจัดการเรียนการสอนในห้องเรียนที่พบ 
  1. สอนจาก "จากสำรวจประสบการณ์เดิม สู่การเติมความรู้ใหม่".... เนื่องจากความจริงจากงานวิจัยพบว่า การเรียนรู้ของเราส่วนใหญ่เกิดขึ้นแบบ "งอกใหม่" ความรู้ใหม่ "งอก" จากความรู้เดิม พูดให้สั้นคือ ความรู้เดิมมีผลต่อการเรียนรู้อย่างมาก ดังนั้นวิธีการหรือการออกแบบการเรียนรู้ของครูต้องอยู่บนฐานการ "รู้ความรู้เดิมของเด็กรายบุคคล"......หลายครั้งที่ผมเรียนวิธีการเรียนรู้แบบนี้ว่า "การเรียนรู้จากปฏิบัติไปสู่ทฤษฎี" (สิ่งที่มีและทำกันอยู่คือการเรียนรู้จากทฤษฎีไปสู่การปฏิบัติ)
  2. สอนให้ครบวงจรการเรียนรู้ "Input -> Process -> Output"...การสอนของครูที่พบส่วนใหญ่เป็นการสอนทางเดียว มีแต่ Input -> Process ไม่ได้ออกแบบให้นักเรียนมีส่วนร่วม นักเรียนไม่ได้ Output กลับออกมา ไม่ครบวงจร IPO .... นักประสาทวิทยาและนักการศึกษาเห็นตรงกันในประเด็นสำคัญนี้ว่า กระบวนการเรียนรู้ที่ครบวงจร IPO จะทำให้เข้าถึง "ความจำถาวร" (Long-term memory) ได้มากกว่า 
  3. สอน "เน้นกระบวนการเรียนรู้" มากกว่าการสอน "เน้นเนื้อหา" ... แม้ว่าเราจะพูดประเด็นนี้จนเป็นคำติตตลาดติดกระแส แต่ครูยังไม่เข้าใจและแน่นอนว่าไม่ได้ปฏิบัติเลย.....อาจจะต้องใช้คำใหม่ว่า เป้าหมายของครู ไม่ใช่ "ป้อนความรู้ให้นักเรียน" แต่เป็น "เรียนรู้วิธีการเรียนรู้ของนักเรียน" ซึ่งจะทำอย่างนี้ได้ครูต้อง ออกแบบให้นักเรียนได้ผ่านวิธีการเรียนรู้หลายๆ แบบ เช่น สืบค้น สำรวจ ทดลอง ลงมือทำ นำเสนอ ด้วยตัวของพวกเขาเอง 
  4. ต้องให้นักเรียนได้ "สะท้อนผลการเรียนรู้ของตนเอง" คือต้องให้นักเรียนได้ "สะท้อนบทเรียน" (Reflection).... ข้อนี้ผลงานวิจัยที่ไหนก็ชี้ชัดว่าเป็นสิ่งจำเป็น แต่ประหลาดที่โรงเรียนในประเทศเรายังไม่เห็นความสำคัญ... แม้กระทั่งปัจจุบันนักการศึกษาและครูส่วนใหญ่คิดว่าการให้ "สะท้อนบทเรียน" ทำไปเพื่อจะได้วัดและประเมินผลลัพธ์ให้ครู (หรือผู้อยากรู้)ได้ดู แต่ความจริงคือ การสะท้อนหรือถอดบทเรียนจะทำให้นักเรียนได้ "ฝึกเรียนรู้วิธีการเรียนรู้ของตนเอง" คือทำให้ "นักเรียนรู้จักตนเอง" (ไม่ใช่ให้ใครที่ไหนมา "ตัดสิน" นักเรียน)
  5. กิจกรรมการให้ได้ "เรียนรู้เป็นทีม" จริงๆ .... หลายครั้งที่พบว่า มีการจัดให้นักเรียนได้นั่งเป็นกลุ่ม แต่การออกแบบงานยังเป็นแบบงานเดี่ยว.... การออกแบบกิจกรรมให้ได้เรียนรู้เป็นทีมจะเกิดขึ้นทันทีท่าครูทำงานเป็นทีม ... การสอนจึงเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ ครูจึงเป็นศิลปินนักออกแบบและเป็นต้นแบบในตัวคนเดียว.... 
สำหรับการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ (Active Learning) นั้น ครูเข้าใจ แต่เข้าใจไม่ลึก โดยมากจะเข้าใจว่า แค่เพียงนักเรียนได้ลงมือทำแบบฝึกหัด ลงมือทำโจทย์ปัญหา ลงมือทำใบงาน ได้แก้ปัญหาที่ครูออกแบบให้ ก็ถือว่าได้ทำสิ่งนี้แล้ว.... จึงทำให้ไปยังไม่ถึงการเรียนรู้แบบรู้จริง (Mastery Learning) ที่เน้นการเรียนรู้แบบลงมือทำ (Learning by doing) ด้วยตนเองทั้งหมด ตั้งแต่ ฝึกคิด ฝึกตั้งคำถาม ฝึกทำฝึกแก้ปัญหา ฝึกสร้างสื่อใช้สื่อ ฝึกนำเสนอ กล่าวให้สั้นคือ "ฝึกเรียนรู้ด้วยตนเอง"  ซึ่งการเรียนรู้แบบ PBL ยังไม่มี สิ่งนี้จึงเกิดได้ยาก......

ท่านว่าไงครับ  

วันศุกร์ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

"ห้าบาปการศึกษาไทย" กับ ทฤษฎี "ไม่เอาอ่าว"

เป็นครั้งที่ 3 แล้ว ที่ผมได้ฟังเรื่อง "ห้าบาปการศึกษาไทย" จากลีลาการกล่าวเปิดงาน ของ ผศ.ดร. พชรวิทย์ จันทร์ศิริสิร ผู้อำนวยการสำนักศึกษาทั่วไป ท่านบอกว่า ศาสตราจารย์ ดร.ไพฑูรย์ ศิลารัตน์ บรรยายแสดงความเห็นว่า ที่การศึกษาไทยไม่ไปไหน เพราะครูไทยทำบาป 5 ประการได้แก่
  1. "เน้นวิชา" แต่ไม่ "เน้นชีวิต"
  2. "เน้นเนื้อหา" แต่ไม่ "เน้นกระบวนการ"
  3. "เน้นความจำ" แต่ไม่เน้น "ความคิด" 
  4. "เน้นความคงที่" แต่ไม่เน้น "การเปลี่ยนแปลง"
  5. "เน้นอดีต" แต่ไม่เน้น "อนาคต" 
และในการกล่าวเปิดท่านยังพูดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ว่า ต้องเรียนรู้โดยใช้ทฤษฏี GULF คือ Google yoUtube Learning by Facebook   คือ เรียนรู้ผ่าน Social Network ในที่นี้คือ Facebook และลิงค์แลกเปลี่ยน สืบค้น ทางเว็บ google และ youtube

ผมมีความเห็นกับตนเองว่า บาปทั้ง 5 ข้อ ข้างต้นนั้น สามารถรวมเป็นคำเดียว เป็นประโยคเดียวได้เลย เพราะ แต่ละอันเป็นคำจำกัดความหรือนิยาม หรือเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องสอดคล้องกัน   เช่น "ครูเน้นสอนวิชาด้วยวิธีการท่องจำเนื้อหาที่ตกผลึกเป็นองค์ความรู้แล้วในอดีต แต่ไม่เน้นทักษะชีวิตและกระบวนการคิดเพื่อพัฒนาตนเองให้พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ในอนาคตอันใกล้"  ฯลฯ  สรุปให้สั้นๆ ได้ว่า อย่า"เน้นจำเนื้อหาวิชาในอดีต" แต่ ให้"เน้นคิดและทำนำประยุกต์ใช้ในชีวิต"

ผมยังคิดต่ออีกว่า GULF น่าจะเปลี่ยนเป็น Google yoUtube Line and Facebook  ซึ่งก็คือ Social Netwok ยอดนิยมในสมัยนี้ และเนื่องจาก gulf แปลว่า "อ่าว" ก็เลยถือโอกาส เรียกทฤษฎีใหม่นี้ว่า ทฤษฎี "เอาอ่าว" ......ฮา   (ความหมายเปลี่ยนไป....)

ดังนั้น เพื่อให้ง่ายในการยึดเป็นหลักตรงกัน ผมจึงย่อลงอีกให้สั้นว่า

"เรียนชีวิต ไม่ใช่วิชา เน้นสืบหาคิดทำ ไม่ใช่จำจดท่อง และต้อง "เอาอ่าว"" .....ฮา

หรือท่านว่าไงครับ
ป.ล. เอาอ่าว หมายถึง มีทักษะ gulf  "ไม่เอาอ่าว" หมายถึง ไม่ใช้ "gulf".........