วันจันทร์ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2558

ทำไม "ผู้ใหญ่" ไม่ทำ ทั้งๆ ที่บอกตลอดว่า "คุณธรรมนำความรู้"

วันที่ ๒๑ มีนานคม ๒๕๕๘ ผมเดินทางไปต้อนรับ อาจารย์ ดร.อาจอง ชุมสาย  ณ อยุธยา ที่สนามบินขอนแก่น เพื่อรับท่านมาบรรยายพิเศษ (ดังสรุปไว้ในบันทึกแล้วที่นี่ครับ) ระหว่างเดินทางกลับ ท่านเล่าเรื่องต่างๆ ให้ฟัง ที่เกี่ยวข้องกับคำถามที่ผมตั้งขึ้นด้วยความอยากรู้อยากเห็น ...  มีประเด็นหนึ่งที่ผมยังคงสงสัย ว่าทำไม "ผู้ใหญ่" ไม่ทำ ทั้งๆ ที่บอกตลอดว่า "คุณธรรมนำความรู้"

ท่านเล่าว่า ในแต่ละปี ที่โรงเรียนสัตยาไส จะมีนักเรียนมาสมัครเข้าเรียนประมาณ ๕๐๐ คน และต้องคัดออก ๔๗๐ คน คือรับได้เพียง ๓๐ คน (ชั้นปีละ ๑ ห้องๆ ละ ๓๐ คน) และด้วยความจำเพาะของวิธีคัดเลือก ที่ต้องสอบสัมภาษฑ์ผู้ปกครอง แสดงว่าน่าจะเป็นความต้องการที่แท้จริง

ผมรู้จักนักเรียนจากโรงเรียน สัตยาไสที่มาเรียนที่มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ๒ คน คนหนึ่งจบแล้ว  อีกคนหนึ่งเป็นนักเรียนแกนนำขับเคลื่อน ปศพพ. ในมหาวิทยาลัย  ทั้งสองคนมีทักษะชีวิตด้านจิตใจสูงมาก  ผมหมายถึง มีอุดมการณ์ที่แน่วแน่ของตน  ผมคิดว่าคนที่มีอุดมการณ์ ไม่ได้เกิดขึ้นจากการฝึกฝนเท่านั้น แต่หากอยู่ที่การปลูกฝังให้รู้จักแบ่งปันและเรียนรู้ภายในใจให้รู้จักตนเอง ให้มีปัญญาเกี่ยวกับตน จนเกิดความภูมิใจในความดี ความรู้ ความสามารถของตน และเห็นภาพเป็นองค์รวมพอสมควร จึงสามารถเลือกแนวทางที่สมควรและเหมาะสมในชีวิตของตน ... สิ่งนี้อาจเรียกได้ว่าเป็น ภูมิคุ้มกันที่ดีจากภายในได้

ในประเด็นผลลัพธ์ที่เกิดกับกระบวนการสร้างคนของโรงเรียนสัตยาไส ท่านเล่าเสริมว่า ผลงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยมหิดลได้ยืนยันถึง ความยั่งยืนของคุณธรรมความดี ที่มีในนักเรียนของ ร.ร.สัตยาไส คือเมื่อจบออกไปสู่โลกกว้างภายนอกแล้ว นักเรียนสามารถออกไปใช้ชีวิตท่ามกลางสังคมยุคเปลี่ยนแปลงได้อย่างดี...  ซึ่งส่วนตัวผมไม่แปลกใจ เพราะผมเชื่อมั่นใน "ทฤษฎีสั่งสม" อยู่แล้ว

สิ่งที่ผมแปลกใจที่สุด ที่ผมได้นำเสนอต่อท่านอาจารย์ อาจอง คือ ทำไม "ผู้ใหญ่" ในประเทศไทย จึงไม่ใช้งบประมาณ มาทุ่มสร้าง "คนดี" ด้วยวิธีนี้  หากเพิ่มโรงเรียนแบบนี้ให้มีอีกเพียงพอที่จะผลิต "ต้นกล้าความดี" แบบนี้ปีละ ๕๐๐ คน (ตามความต้องการของผู้ปกครอง)  ในอีกสิบปี ก็จะมีกำลังคนดีถึงปีละ ๕๐๐ คน ไม่ใช่ปีละ ๓๐ คน แบบนี้  ...  เทียบกับโรงเรียนสอน "คนเก่ง" ที่ให้งบมหาศาล ตั้งกันขึ้นกว่า ๒๐ โรงเรียนและยังขยายสาขาไปทั่ว  ผลิตคนเป็น "นักวิทย์" แต่ได้นิสิตแพทย์และวิศวกร สะท้อนให้เห็นว่า การปลูกฝังอุดมการณ์ล้มเหลว....

ท่านเล่าให้ฟังด้วยว่า ตอนนี้ท่านไปช่วยสร้างโรงเรียน "คนดี" แบบสัตยาไสนี้ทั่วโลก  ที่จริงจังทั้งประเทศคือภูฎาน นอกจากนี้ก็มีเด่นๆ เช่น ฟิลิปปินส์ อินโดนีเชีย สิงคโปร์ ลาว ฯลฯ ...

หยุดเขียนดีกว่า เพราะว่าจิตเกิดอกุศ เมื่อเขียนบันทึกเชิงวิพากษ์แบบนี้ ....


วันอาทิตย์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ความสำเร็จของการสร้างบัณฑิตของมหาวิทยาลัย ในสายตาอาจารย์มหาวิทยาลัย (ประเมินอย่างไวๆ)

วันที่ ๑๒-๑๓ พ.ย. ๒๕๕๗ ผมมีโอกาสไปเรียนรู้ ด้วยวิธีศึกษาดูงาน มหกรรมธรรมศาสตร์ ที่เรียกว่างาน "ธรรมศาสตร์เพื่อประชาชน" หลายอย่างผมได้เรียนรู้แบบเปิดกระโหลก หลายอย่างถือเป็นตัวอย่างที่สร้างความมั่นใจให้ตนเองว่าสิ่งที่ทำมานั้นถูกทางแล้ว ถ้าถามว่าใครคือคีย์ให้ ม.ธรรมศาสตร์ มาถึงขนาดนี้ คำตอบคือ คนดีวันละคนท่านหนึ่งที่ ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช ยกย่องไว้ที่นี่ คือ ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล



ผมกลับมาพร้อมกับ "ไอเดีย" และ "แรงบันดาลใจเต็มเปี่ยม" ที่จะเรียนรู้จากท่าน การสืบค้นพบคลิปวีดีโอ ๓ ตอน ในบทบาท"วิทยากรกระบวนการ" เรื่อง Active Learning ที่มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์เชิญท่านไปพัฒนาอาจารย์เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ผมตั้งใจดูแบบละเอียดจึงได้ประโยชน์เต็มที่ หากสนใจเชิญคลิกไปดูครับ (part 1, part 2, part 3)

ผมประทับใจวิธีการ "ประเมินอย่างไว" ว่า มหาวิทยาลัยไทยบรรลุเป้าหมายของการสร้างบัณฑิตหรือไม่ ท่านสรุปเป้าหมายเป็น ๔ ประเด็นหลังจากใช้วิธีการกำหนดแบบมีส่วนร่วม  แล้วสำรวจโดยการถามความเห็นอาจารย์จำนวน ๔๗ ท่าน โดยการให้ยกมือแล้วนับ ผลการสำรวจเป็นดังตารางครับ


คำถามต่อไปคือ ทำไมถึงเป็นอย่างตารางนี้ คำตอบที่ท่านเฉลยคือ ....เพราะวิธีการสอนแบบเลคเชอร์... นับเป็นการนำสู่ความตระหนักในใจว่า ทำไมต้องเปลี่ยนวิธีการสอนในมหาวิทยาลัยไทยที่ยอดเยี่ยมที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมา...

วันจันทร์ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2557

ความไม่เข้ากันของบริบทของไทยกับการศึกษาที่ไปเอามาจากต่างชาติ

ผมอ่านบันทึกของ นพ.วัลลภ พรเรืองวงศ์ เรื่อง "ฝรั่ง (ชาวตะวันตก) คิดต่าง ไม่เหมือนคนตะวันออกอย่างไร" เกิดแรงบันดาลใจที่จะนำมาบอกต่อ และตีความ เพื่ออธิบายสาเหตุที่ทำให้การศึกษาไทยล้มเหลว...ซึ่งผมมีความเห็นว่า เป็นเพราะการศึกษาของไทยเราไปเอาของ "เขา" มาสวม โดยที่ไม่ได้รวมบูรณากับการศึกษาบนฐานบริบทของตนเอง  ดังจะยกตัวอย่างดังนี้ครับ

3). เมื่อมีความเห็นต่าง หรือความเห็นไม่ตรงกัน
ชาวตะวันตกมีแนวโน้มจะคุยกันต่อหน้าโดยใช้เหตุผล ชาวตะวันออกมีแนวโน้มจะหลีกเลี่ยง โดยคุยเรื่องอื่นแทน และไปนินทากันลับหลัง ทำให้ความขัดแย้งสะสม พอกพูน หมกเม็ดไว้... ในระยะยาว

บริบทของคนไทย ผู้คนส่วนใหญ่มีใจเมตตา เอื้อเฟื้อ ถนอมน้ำใจ และที่สำคัญที่สุดคือพร้อมจะให้อภัยเสมอ ในหลักคำสอนของศาสนาพุทธที่คนไทยนับถือ มีข้อกำหนดชัดว่าไม่ให้นินทาลับหลัง หรือว่าร้ายต่อหน้ากัน เพราะเหตุและผลนั้นเป็นเรื่องความคิดความเห็น ทุกคนมีเหตุผลของตนเอง สิ่งสำคัญคือเหตุผลบนความถูกต้องตามหลักคุณธรรม

นักการศึกษา ให้เน้นการแสดงเหตุและผลต่อหน้า ให้กล้าแสดงความคิดความเห็น เด็กที่ไม่ได้เป็นอย่างนี้ ก็บอกว่าไม่มีความรู้ความสามารถ ไม่ฉลาด .....นี่จึงไม่เหมาะกับบริบท

สิ่งที่ควรจะปรับคือ เน้นเหตุและผลบนความถูกต้องตามหลักคุณธรรม เน้นการแสดงเหตุและผลแบบ "ปิดบัง" คือไม่แสดงต่อหน้า  การออกแบบการแสดงความคิดเห็นที่ควรจะเป็น น่าจะเน้นการเขียนแบบไม่ลงชื่อ มากกว่าการยืนพูดหน้าห้อง..... 


(9). วิถีชีวิต
ชาวตะวันตกชอบชีวิตอิสระ ต่างคนต่างอยู่ ไม่ก้าวก่ายเรื่องส่วนตัว
ชาวตะวันออกชอบพบปะสังสันทน์ ชอบซอกแซกเรื่องคนอื่น สอดรู้สอดเห็น

นักการศึกษา เข้าใจว่า การศึกษาต้องต่างคนต่างทำ เป็นแบบสอนเดี่ยว เรียนเดี่ยว แข่งขันชิงดี นำเอาระเบียบวิธีวิจัยแบบวิทยาศาสตร์มาใช้กับสังคมวัฒนธรรมแบบสังคมศาสตร์มนุษย์ศาสตร์ ต้องตีพิมพ์ต่างชาติทั้งที่ ทั้งๆ ที่ในพื้นที่ขาดองค์ความรู้ ทำให้เรื่องหน้างานกลายเป็น "วิชาการ" ที่ครูส่วนใหญ่เกลียดขยาด  

สิ่งที่ควรปรับ คือ ใช้จุดเด่นที่ชอบคุยกัน ชอบพบปะสังสันทน์ มาคุยเรื่องงานเรื่องนักเรียนกันบ้าง จัดการความรู้แบบที่ดูไม่ต้องมีรูปแบบ วิจัยเพื่อแก้ปัญหาหน้างานร่วมกันแบบเริ่มจากง่ายๆ ไม่ต้องมีระเบียบวิธีมากมาย ใช้ความบ้า Social Network มาเป็นเครื่องมือสร้างสังคมแห่งความรู้ 




วันจันทร์ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2556

หาทางปฏิรูปการศึกษา ด้วยการมองหาบริบทการศึกษาไทยในอดีต (๑)

ขณะที่เขียนบันทึกนี้ (๕ ทุ่มของวันที่ ๙ ธันวาคม ๒๕๕๖) ความหวังที่จะมีการปฏิรูปการปกครองของไทยใกล้เข้ามาทุกทีๆ  นั่นหมายถึงความหวังที่จะปฏิรูปการศึกษาไทยทั้งโครงสร้างก็อาจจะมีทางเป็นไปได้

รศ.ดร.พิศมัย ศรีอำไพ  มอบหนังสือ "แนวพระราชดำริด้านการศึกษา ๙ รัชการ" ให้ผมนานแล้ว เมื่อพูดถึงการปฏิรูปการศึกษา เลยถือโอกาสมองใน "แว่นย้อนเวลา" เพื่อค้นหาความเข้าใจบริบทการศึกษาไทยในอดีต เผื่อจะมีประโยชน์จึงบันทึกไว้ให้ผู้สนใจมาลองตีความได้ครับ




หนังสือเล่มนี้จัดทำโดยสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา จัดพิมพ์เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนพรรษา ๗ รอบ (๕ ธันวาคม ๒๕๕๔) จำนวน ๑๐,๐๐๐ เล่ม เป็นหลังสือหนาเกือบ ๔๐๐ หน้า ท่านผู้สนใจในรายละเอียดโปรดหามาอ่านเองเถิด....หรือหากต้องการงานที่สั้นกว่านี้ อ่านได้ที่นี่ 

ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักร คนไทยจึงรักและเทิดทูลกษัตริย์ ในอดีตกษัตริย์ทรงเป็นผู้บัญญัติพัฒนาการศึกษา ก่อนที่ต่อมารัชกาลที่ ๗ จะทรงสละราชบัลลังก์ บริบทของการศึกษาตามแนวพระราชดำริของกษัตริย์ อาจแบ่งได้เป็น ๓ ยุค ได้แก่

 ๑) ยุค "รวบ" หรือ ราชวัง วัด และบ้าน ตั้งแต่สมัยสุโขทัย อยุธยา เรื่อยมาถึงสมัยรัตนโกสินตอนต้น
 ๒) ยุค "บวร" หรือ บ้าน วัด โรงเรียน ตั้งแต่รัชกาลที่ ๔ ถึงรัชกาลที่ ๗
 ๓) ยุค "รวม" หรือ โรงเรียน วิทยาลัย และมหาวิทยาลัย เริ่มอย่างจริงจังหลังจากประกาศแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติฉบับที่ ๑ เรื่อยมาถึงปัจจุบัน ซึ่งในหลวงรัชกาลที่ ๘ และ ๙ ทำได้เพียงทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจ หรือทรงชี้แนะให้ข้อคิดให้พิจารณา ส่วนจะนำมาปฏิบัติหรือไม่อย่างไรนั้น เป็นไปตามการบริหารบ้านเมือง

การศึกษาไทยผูกพันและเกี่ยวข้องกับ ราชวัง->วัด->บ้าน->โรงเรียน->วิทยาลัย และ->มหาวิทยาลัย  ที่น่าสนใจคือ บ้าน-วัด-โรงเรียน ลองวิเคราะห์เทียบเคียงบ้านกับสถาบันครอบครัว เปรียบวัดกับระดับคุณธรรม และโรงเรียนเป็นเหมือนความรู้หรือพัฒนาการด้านการศึกษาในบริบทของตนเอง แล้วพล็อตออกมาเป็นระดับคุณภาพตามยุคศึกษาได้ดังรูป


วัด

วัดเป็นแหล่งเรียนรู้คุณธรรมตามหลักพุทธศาสนามาก่อนสมัยสุโขทัย ลองศึกษาประวัติศาสตร์ไทยเรื่อง "อริยวาส อริยวงศ์" ที่บันทึกคำบอกเล่าของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ที่นี่ จะเห็นตรรกะที่น่าเชื่อถืออยิ่ง (เป็นโจทย์วิจัยให้หาหลักฐานมายืนยัน) พระธรรมคำสอนตามหลักพุทธนี้เองที่ทำให้คนไทยมีใจเมตตา เอื้อเฟื้อ มีคุณธรรมอยู่ในระดับสูงเรื่อยมาตั้งแต่สุโขทัย อยุธยา แม้จะต้องมีการรบราไปมากับพม่า มอญ และขอม
หลังยุคสงคราม ประเทศชาติสงบร่มเย็นลง ต้นรัชสมัยกรุงรัตนโกสิน รัชกาลที่ ๑ - ๒ - ๓ ได้บูรณะฟื้นฟูวัดวาอารามราชวัง ทำให้คุณธรรมของคนค่อยๆ เข้มแข็งขึ้น และเจริญรุ่งเรืองอย่างรวดเร็วในรัชกาลที่ ๔  มีการจัดการศึกษาสงฆ์อย่างเป็นระบบ ทรงให้ความสนพระทัยพัฒนาทั้งทางปริยัติและปฏิบัติ ทั้งคันถธุระและวิปัสนาธุระ จนวัดกลายเป็นแหล่งที่พึ่งด้านการศึกษาในสังคมไทย ในขณะเดียวกันชาวตะวันตกเริ่มเข้ามีบทบาทสำคัญ อีกทั้งยังเกิดโรคระบาดหนัก (ฝีดาษ) มิชชั่นนารีซึ่งเป็นทั้งหมอและผู้สอนศาสนาได้เข้ามามีสวนสำคัญในการแก้ไขปัญหาอย่างได้ผล คนไทยหันมาให้ความสำคัญกับศาสตร์ตะวันตกมากขึ้น ในยุคสมัยรัชกาลที่ ๕ ประเทศชาติเจริญรุ่งเรืองด้านความรู้ด้านวัตถุอย่างมาก วัตถุนิยมเริ่มเข้ามาในสังคม คุณธรรมค่อยทรงและเริ่มทรุดหลังจากประกาศใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ (รัชกาลที่ ๗ สละราชบัลลังก์แล้ว) และระดับคุณธรรมเสื่อมลงอย่างรวดเร็วในยุคโลกาภิวัฒน์
การศึกษาราษฏรในยุค

บ้าน
การศึกษาในยุค "รวบ" สมัยสุโขทัย-อยุธยา ราชวังจะมีบทบาทสำคัญในการศึกษาขั้นต้นที่สอนให้เรียนเขียน อ่านหนังสือ ส่วนการเรียนศิลปะวิชาการเฉพาะได้ "บ้าน" ของครูหรือช่างจะเป็นแหล่งบ่มเพาะประสิทธิ์ประสาทวิชา ใช้วิธีเรียนแบบที่เรียกได้ว่า เรียนจากการทำงาน หรือเรียนจากการปฏิบัติ ก่อนจะออกไปประกอบอาชีพหรือรับราชการต่อไป
ก่อนการเลิกทาสในรัชสมัยรัชกาลที่ ๕ สถาบันครอบครัวเป็นอยู่ในลักษณะครอบครัวใหญ่เป็นไพร่ในเรือนขุนเรือนนาย ช่วง ๔๐ ปี ของการเลิกทาส สถาบันครัวพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว ก่อนจะทรง ทรุด และครอบครัวล่มสลายในปัจจุบัน จากผลโดยตรงของทุนนิยมจากการพัฒนาเศรษฐกิจที่ไม่คิดถึงบริบทของตนเอง

โรงเรียน 
โรงเรียนเกิดขึ้นก่อนในราชวัง ก่อนจะมีโรงเรียนสำหรับราษฎรในรัชกาลที่ ๕ และมีการพัฒนาอย่างจริงจังในรัชสมัยราชกาลที่ ๖ ก่อนแผนปฏิรูปเศรษฐกิจ ระบบการศึกษาเป็นแบบ "บวร" โรงเรียนตั้งอยู้ในวัด ครูคือพระ พระคือครู การพัฒนาความรู้ให้ก้าวทันศาสตร์ตะวันตก ที่หลงโลกจนลืมบริบทของตนเอง แม้จะพัฒนาจนมีวิทยาลัย มหาวิทยาลัย แต่โรงเรียนก็ไม่ได้แก้ไขปัญหาคุณธรรม ทำให้สถาบันครอบครัวล่มสลาย ซ้ำยังทำให้คนไทยทิ้งถิ่นฐานครอบครัวเข้าไปทำงานในเมือง "บ้าน" หายไปกลายเป็นระบบ "รวม" อย่างทุกวันนี้

ในรูป ผมทำแถบสีแดงแบบฟังก์ชันเพิ่ม แสดงระดับของความรู้ที่จำเป็นที่ต้องมีเพื่อให้เท่าทีนต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก สังเกตว่า บ้าน-วัด-โรงเรียน นั้นรวมกันอยู่และผสมผสานกันอย่างกลมกลืนก่อนจะเกิดการปฏิรูปทางเศรษฐกิจที่ไม่ได้คิดถึงบริบทและจุดเด่นของตนเอง...

...จนมีวันนี้ วันที่ประชาชนแบ่งเป็นสองฝ่าย.... จะโทษใคร .... ถ้าไม่ใช่... นักการศึกษา.....

ขอบจบบันทึกเท่านี้ก่อน
รายละเอียดในแต่ละสมัยรัชกาลของการเปลี่ยนแปลงและวิวัฒนา จำนำมาบันทึกต่อไปครับ...

วันศุกร์ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2556

วิธีการเรียนรู้แบบ "สมอง" ที่กลับทางกับการเรียนรู้ของ "ใจ"

หลังจากอ่านบันทึกของ ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช เรื่อง "วิธีเลี้ยงลูกให้มีนิสัยใจคอดี" ที่นี่   ทำให้เห็นความแตกต่างชัดเจนระหว่างการเรียนรู้ที่เอา "สมองเป็นฐาน" กับการเอา "ใจเป็นประธาน" ของชาวพุทธ .... เขาบอกว่า

  1. คุณสมบัติของสมองที่เกี่ยวข้องกับนิสัยใจคอคือ Effecive Function หรือ EF ซึ่งเกี่ยวกับความสามารถในการควบคุมตนเอง ความยืดหยุ่นซึ่งสำคัญต่อการเป็นนักเรียนรู้  การมีวินัยในตนเอง และความคิดสร้างสรรค์
  2. EF จะดีหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการทำงานของสมองส่วน Amygdala (อมิกดาลา)  และ Prefrontal Cortex (สมองส่วนหน้า) โดยบอกว่า...สมองอมิกดาลาที่ยัง "เถื่อน" อยู่ จะส่งสัญญาณดิบๆ ไปยังสมองส่วนหน้าทำให้เครียด ความเครียดนี้เป็นอุปสรรคในการเรียนรู้ และเป็นตัวบ่อนทำลาย EF... 
  3. ท่านบอกว่า งานวิจัยชี้ว่า การทำสมาธิวิธีต่างๆ ทำให้อมิกดาลา "เชื่อง" ลงได้ และช่วยกำจัดมรุสุมความเครียด 
หากสังเกตและลองพิจารณา จะพบว่า
  • จะอธิบายเหตุที่ทำให้ "ใจ" เครียด หรือ มีความสุข เพราะสมองทำงานอย่างไร เช่น เมื่อสมองส่วนหน้าทำงาน จะทำให้มีความสุข เป็นต้น 
  • ในทางกลับกัน ทางพุทธ จะสอนว่า "ทุกอย่างมี "ใจ" เป็นใหญ่ เป็นประธาน ทุกอย่างสำเร็จได้ด้วยใจ"  นั่นคือ การอธิบายจะ "กลับทาง" กับการอธิบายข้างต้น เช่น เนื่องจากกิเลสครอบงำ ไม่ได้สิ่งที่อยากได้ อยากมี อยากเป็น หรือเป็นในสิ่งที่ไม่อยากเป็น ทำให้ "ใจเครียด"  ทำให้สมองทำงานอย่างนั้นๆ เป็นต้น
  • หรือ เมื่อ "ใจเป็นสมาธิ" จะทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองส่วนหน้า ทำให้รู้สึกว่ามีความสุข เป็นต้น ....
โดยสรุปว่า ตอนนี้มีความเห็นที่แตกต่างกัน 2 ทาง คือ
  1. เข้าใจว่าทุกอย่างเริ่มที่สมอง สมองเป็นใหญ่ กับ
  2. เข้าใจว่าทุกอย่างอยู่ที่ใจ ใจเป็นใหญ่ ใจเป็นประธาน
ท่านว่าไงครับ....

วันพุธที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2556

วิพากษ์บทวิพากษ์ของผู้ใหญ่ในบ้านเมือง

อ่านบทความเรื่อง "มาร์กซิสต์ที่ไม่มีชนชั้น" ที่เขียนโดย ศาสตราจารย์ ดร. นิธิ เอี่ยวศรีวงศ์ ซึ่งแนะนำโดย ศาสตราจารย์ นพ.วิจารณ์ พานิช แล้ว มีความรู้สึกว่าต้อง ชวนทุกท่านมาวิพากษ์บทวิพากษ์นี้ที่มีต่อ ศาสตราจารย์ นพ.ประเวศ วะสี (ที่นี่ครับ)
ท่านสามารถอ่านข้อเสนอการปฏิรูปการเมืองที่เสนอโดยหมอประเวศ ได้ที่นี่ครับ ผมคิดว่านี่เป็นแนวคิดล่าสุดที่ ศ.ดร.นิธิ นำมาวิพากษ์ ซึ่งท่านบอกว่า ครั้งนี้ก็เหมือนเดิมกับครั้งก่อนๆ ผมจับประเด็นและตีความการวิพากษ์ของท่านได้ดังนี้ครับ
  • ท่านบอก ว่า...  แนวคิดของหมอประเวศละเลยหรือมองข้ามการมองถึงปัญหาจริงๆ ที่เกิดขึ้น ปัญหาจริงๆ ที่เกิดขึ้นตอนนี้คือ คนไทยและสังคมไทยกลายเป็น "กัมมันตะ" ไปนานแล้ว... ผมตีความว่า กัมมันตพลเมือง (active-citizen) ในความหมายของท่านคือ ทุกๆ กลุ่มของพลเมืองได้เข้ามีบทบาทในโลกสมัยใหม่นี้แล้ว โดยเฉพาะ "รากหญ้า" ที่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้ง "อย่างเปิดเผยและเอาจริงเอาจัง"
  • ท่านบอกว่า... แรงประสานและแนวคิดของหมอประเวศไม่ได้ผลเป็นแน่ (ท่านใช้คำว่าแรงประสานน้อยลง) เพราะ สังคมไทยเปลี่ยนไปแล้ว.. วิธีของหมอประเวศที่จะเน้น "ความร่วมมือ" จากทุกภาคส่วนโดยวางตนเองอยู่นอกความขัดแย้ง (ท่านใช้คำว่า ไม่ปล่อยตนเองให้อยู่ในความขัดแย้ง)..ท่านบอกว่าเป็นวิธีที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง
  • ท่านบอกว่า...สมัยนี้ไม่ใช่เฉพาะใครบางคนเท่านั้นที่เห็นเก่ตน แต่ทุกๆคนในสังคมเห็นแก่ตัวพอๆ กัน และความขัดแย้งเกิดขึ้นจึงเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ ท่านสรุประหว่างย่อหน้าว่า "ความขัดแย้งและการต่อสู้ในวิถีทางต่างๆ เพื่อ "ต่อรอง" กับฝ่ายอื่น เป็นลักษณะสำคัญที่มองข้ามไม่ได้ของสังคมในรัฐสมัยใหม่"
  • ท่านมองว่า..การปฏิรูปการเมืองในแนวทางของหมอประเวศเป็นแบบ "ถอยกลับ" ซึ่งท่านบอกว่าเป็นไปไม่ได้แล้ว
ขอวิพากษ์จากปัญญาหางอึ่ง ดังนี้ครับ
  • ความเห็นต่างกันอย่างสุดขั่ว ท่านหนึ่งบอกว่าควรเน้น "ร่วมมือ" อีกท่านบอกว่าต้องจัดการ "ต่อรอง"...อาจเป็นเพราะมองต่างกัน ท่านหนึ่งมองความถูกต้องดีงามศีลธรรม ส่วนท่านหนึ่งมองที่ผลประโยชน์
  • ผมคิดว่าแนวทางของหมอประเวศ ไม่ใช่การละเลยปัญหาหรือความจริง แต่เป็นการมองไปที่เหตุของปัญหาและมุ่งแก้ปัญหาที่เหตุ ตามหลักพุทธ... เหตุของปัญหาคือการศึกษาและปัญญาของคน ท่านจึงมุ่งแก้มาที่ชุมชนและสังคมแห่งการเรียนรู้ 
  • ผมคิดว่าสังคมตอนนี้ไม่ใช่ "กัมมันตพลเมือง" ด้วยเหตุที่ กัมมันตพลเมืองน่าจะมีองค์ประกอบสำคัญคือการศึกษาที่ถูกต้อง ทำให้พลเมืองเป็นตัวของตนเอง หรือเรียกว่า "สัมมากัมมันตะ" ทำให้เกิดการประทำที่ "ชอบ" ... แต่ความขัดแย้งจากการปลุกระดม มอมเมาด้วยกิเลส และใช้เงินเป็นเครื่องมือ ไม่น่าจะเป็นการปฏิวัติตนเอง แต่เป็นกรรมที่ มีผู้กระทำนำสู่ความตกต่ำในที่สุด 
  • เหมือน ศ.ดร.นิธิ จะบอกว่า มันก็ "เป็นเช่นนั้นเอง" เหมือนยอมรับและปลงแล้วส่งคำว่า "เป็นไปตามกรรม"...แต่ความจริงกรรมเกิดจากการกระทำ ดังนั้นจะทำให้สังคมดีขึ้น ต้องทำกรรมดี ไม่ใช่ปล่อยให้คนไม่ดีมาปกครองบ้านเมือง 
  • ศ.ดร.นิธิ น่าจะใช้ฐานคิด เมื่อไหร่ที่ใช้ฐานคิด เราจะติดกับคำว่า "กรอบอ้างอิง" คำๆ นี้ต้องใช้เสมอในการคิดและการสื่อสาร แต่ ศ.นพ.ประเวศ น่าจะใช้ฐานใจ คือเน้นที่ความจริง ความดี และความงาม ที่ท่านพยายามส่งผ่านมาจากกระทำแบบเน้นหลักอริยสัจ.
ท่านล่ะครับว่าไง...

วันอังคารที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2556

พระบรมราโชวาทเกี่ยวกับกฎหมาย กับ คดีหมิ่นของ "สนธิ ลิ้มทองกุล"

ผมเป็นเด็กบ้านนอก ในครอบครัวรากหญ้าที่ยากจน ผมเรียนทุนกุศลทางการศึกษามาตั้งแต่ ม.ต้น จนถึง ป.เอก  ผมเคยใฝ่ฝันที่จะไปเรียนเกี่ยวกับพืชสวนพืชไร่ แต่ไม่มีโอกาส โอกาสที่ทำให้ผมได้เรียนต่อ ป.ตรี คือมีผู้อุปการะ ผมคือ 1 ใน 8 คน ของลูกคนจนที่ มูลนิธิ "ไชยย้ง ลิ้มทองกุล" ผู้ใจบุญ ให้ทุนเรียนจนจบ ป.ตรี ที่ มศว.ประสานมิตร... ผมยังจำคำพูดของ "สนธิ ลิ้มทองกุล" ในวันปฐมนิเทศพวกเราที่บ้านเจ้าพระยาว่า "...เราไม่ต้องการสิ่งตอบแทนใดๆ ขอเพียงอย่างเดียวคือ เมื่อใดที่ช่วยเหลือตัวเองได้ จงให้ต่อไปกับผู้ไม่มีโอกาส..."

..เท่าที่ได้สัมผัส รับรู้ และติดตาม ตลอดมา ผมมีความเห็นว่า ท่านปกป้องสถาบันฯ เยี่ยงชีวีจริงๆ....

วันนี้ได้อ่านข่าวว่าท่านถูกตัดสินในคดีหมิ่นฯ จำคุก 2 ปี (อ่านที่นี่) แม้จะรู้สึกสะเทือนใจ เศร้าใจ แต่ก็ไม่หวั่นไหว ผมเชื่อมั่นในหลักธรรมว่า กรรมดีย่อมส่งผลดี คนที่ปกป้องความดี ความดีย่อมปกป้องคนนั้นด้วย เพียงแต่ต้องยึดมั่นในความดีให้ถึงที่สุด...

ผมขอเชิญพระบรมราโชวาทบางตอน ที่ทรงพระราชทานแก่ผู้สอบไล่ได้ตามหลักสูตรสำนักอบรมศึกษากฏหมายแห่งเนติบัณฑิตสภา สมัยที่ 29 และ 30  ปีการศึกษา 2520 และ 2521 ที่อาคารใหม่ สวนอัมพร ในตอนบ่ายวันจันทร์ที่ 16 ตุลาคม (จากหนังสือ รอยพระยุคบาล บันทึกความทรงจำโดย พล.ต.อ. วสิษฐ์ เดชกุญชร หน้า 420-421 พิมพ์ครั้งที่ 10) ดังนี้ครับ...

..."การที่อยู่กับกฎหมายและใช้กฎหมายมากๆ นั้น อาจทำให้ติดกับตัวบทกฎหมายมากเกินไป และทำให้เห็นว่า ลำพังตัวบทกฎหมายจะให้ความยุติธรรมได้สมบูรณ์ ความจริง กฎหมายเป็นเพียงเครื่องมือสำหรับกำหนดความถูกผิด เพื่ออาศัยเป็นหลักวินิจฉัยในการอำนวยความยุติธรรม หาใช่ปัจจัยสำคัญสิ่งเดียวในการให้ความยุติธรรมไม่ ดังนั้นจะอาศัยตัวบทกฎหมายกับคำให้การในศาลเท่านั้นไม่ได้ ทั้งนี้ เพราะตัวบทกฎหมาย รวมทั้งข้อเท็จจริงที่นำมากล่าวแก่ศาล เป็นสิ่งที่อาจนำมาพลิกแพลงให้ผิดเพี้ยนไปได้ต่างๆ ด้วยความหลง ด้วยอคติ หรือด้วยเจตนาอันไม่สุจริต ทำให้ความยุติธรรมถูกลิดรอนทำลายไป

การอำนวยความยุติกรรมจึงต้องอาศัยผู้ใช้กฎหมายเป็นปัจจัยสำคัญด้วย เท่าๆ กับตัวกฎหมาย ในการที่จะได้กระทำหน้าที่ที่สามารถอำนวยคุณอำนวยโทษให้แก่ประชาชนได้ต่อไป จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำให้เป็นผู้ยุติธรรมก่อนเป็นเบื้องต้น ด้วยการตั้งใจให้มั่นคงที่จะรักษาความเป็นกลาง และรักษาวัตถุประสงค์ของกฎหมายแต่ละฉบับไว้โดยเคร่งครัดแน่วแน่ พร้อมกับรักษาความสุจริต จรรยา และมโนธรรมของกฏหมายไว้เสมอกับชีวิต ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุขุมรอบคอบ ประกอบด้วยอุเบกขาและปัญญาอันกระจ่างแจ่มใส จึงจะมีดุลพินิจที่เที่ยงแท้ถูกต้อง และสามารถเป็นที่พึ่งอาศัยของประชาชนผู้อยู่ใต้บังคับแห่งกฎหมายบ้านเมืองได้แท้จริง"....

สุดท้ายนี้ ขอคุณความดีใดๆ ที่ผมกระทำแล้วทั้งในอดีต กำลังกระทำอยู่ และที่จะทำต่อไป จงเป็นเหตุปัจจัยให้ "สนธิ ลิ้มทองกุล" ผ่านพ้นมายาคดีนี้ในศาลชั้นฎีกาด้วยเถิด.....