วันจันทร์ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2556

หาทางปฏิรูปการศึกษา ด้วยการมองหาบริบทการศึกษาไทยในอดีต (๑)

ขณะที่เขียนบันทึกนี้ (๕ ทุ่มของวันที่ ๙ ธันวาคม ๒๕๕๖) ความหวังที่จะมีการปฏิรูปการปกครองของไทยใกล้เข้ามาทุกทีๆ  นั่นหมายถึงความหวังที่จะปฏิรูปการศึกษาไทยทั้งโครงสร้างก็อาจจะมีทางเป็นไปได้

รศ.ดร.พิศมัย ศรีอำไพ  มอบหนังสือ "แนวพระราชดำริด้านการศึกษา ๙ รัชการ" ให้ผมนานแล้ว เมื่อพูดถึงการปฏิรูปการศึกษา เลยถือโอกาสมองใน "แว่นย้อนเวลา" เพื่อค้นหาความเข้าใจบริบทการศึกษาไทยในอดีต เผื่อจะมีประโยชน์จึงบันทึกไว้ให้ผู้สนใจมาลองตีความได้ครับ




หนังสือเล่มนี้จัดทำโดยสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา จัดพิมพ์เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนพรรษา ๗ รอบ (๕ ธันวาคม ๒๕๕๔) จำนวน ๑๐,๐๐๐ เล่ม เป็นหลังสือหนาเกือบ ๔๐๐ หน้า ท่านผู้สนใจในรายละเอียดโปรดหามาอ่านเองเถิด....หรือหากต้องการงานที่สั้นกว่านี้ อ่านได้ที่นี่ 

ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักร คนไทยจึงรักและเทิดทูลกษัตริย์ ในอดีตกษัตริย์ทรงเป็นผู้บัญญัติพัฒนาการศึกษา ก่อนที่ต่อมารัชกาลที่ ๗ จะทรงสละราชบัลลังก์ บริบทของการศึกษาตามแนวพระราชดำริของกษัตริย์ อาจแบ่งได้เป็น ๓ ยุค ได้แก่

 ๑) ยุค "รวบ" หรือ ราชวัง วัด และบ้าน ตั้งแต่สมัยสุโขทัย อยุธยา เรื่อยมาถึงสมัยรัตนโกสินตอนต้น
 ๒) ยุค "บวร" หรือ บ้าน วัด โรงเรียน ตั้งแต่รัชกาลที่ ๔ ถึงรัชกาลที่ ๗
 ๓) ยุค "รวม" หรือ โรงเรียน วิทยาลัย และมหาวิทยาลัย เริ่มอย่างจริงจังหลังจากประกาศแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติฉบับที่ ๑ เรื่อยมาถึงปัจจุบัน ซึ่งในหลวงรัชกาลที่ ๘ และ ๙ ทำได้เพียงทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจ หรือทรงชี้แนะให้ข้อคิดให้พิจารณา ส่วนจะนำมาปฏิบัติหรือไม่อย่างไรนั้น เป็นไปตามการบริหารบ้านเมือง

การศึกษาไทยผูกพันและเกี่ยวข้องกับ ราชวัง->วัด->บ้าน->โรงเรียน->วิทยาลัย และ->มหาวิทยาลัย  ที่น่าสนใจคือ บ้าน-วัด-โรงเรียน ลองวิเคราะห์เทียบเคียงบ้านกับสถาบันครอบครัว เปรียบวัดกับระดับคุณธรรม และโรงเรียนเป็นเหมือนความรู้หรือพัฒนาการด้านการศึกษาในบริบทของตนเอง แล้วพล็อตออกมาเป็นระดับคุณภาพตามยุคศึกษาได้ดังรูป


วัด

วัดเป็นแหล่งเรียนรู้คุณธรรมตามหลักพุทธศาสนามาก่อนสมัยสุโขทัย ลองศึกษาประวัติศาสตร์ไทยเรื่อง "อริยวาส อริยวงศ์" ที่บันทึกคำบอกเล่าของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ที่นี่ จะเห็นตรรกะที่น่าเชื่อถืออยิ่ง (เป็นโจทย์วิจัยให้หาหลักฐานมายืนยัน) พระธรรมคำสอนตามหลักพุทธนี้เองที่ทำให้คนไทยมีใจเมตตา เอื้อเฟื้อ มีคุณธรรมอยู่ในระดับสูงเรื่อยมาตั้งแต่สุโขทัย อยุธยา แม้จะต้องมีการรบราไปมากับพม่า มอญ และขอม
หลังยุคสงคราม ประเทศชาติสงบร่มเย็นลง ต้นรัชสมัยกรุงรัตนโกสิน รัชกาลที่ ๑ - ๒ - ๓ ได้บูรณะฟื้นฟูวัดวาอารามราชวัง ทำให้คุณธรรมของคนค่อยๆ เข้มแข็งขึ้น และเจริญรุ่งเรืองอย่างรวดเร็วในรัชกาลที่ ๔  มีการจัดการศึกษาสงฆ์อย่างเป็นระบบ ทรงให้ความสนพระทัยพัฒนาทั้งทางปริยัติและปฏิบัติ ทั้งคันถธุระและวิปัสนาธุระ จนวัดกลายเป็นแหล่งที่พึ่งด้านการศึกษาในสังคมไทย ในขณะเดียวกันชาวตะวันตกเริ่มเข้ามีบทบาทสำคัญ อีกทั้งยังเกิดโรคระบาดหนัก (ฝีดาษ) มิชชั่นนารีซึ่งเป็นทั้งหมอและผู้สอนศาสนาได้เข้ามามีสวนสำคัญในการแก้ไขปัญหาอย่างได้ผล คนไทยหันมาให้ความสำคัญกับศาสตร์ตะวันตกมากขึ้น ในยุคสมัยรัชกาลที่ ๕ ประเทศชาติเจริญรุ่งเรืองด้านความรู้ด้านวัตถุอย่างมาก วัตถุนิยมเริ่มเข้ามาในสังคม คุณธรรมค่อยทรงและเริ่มทรุดหลังจากประกาศใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ (รัชกาลที่ ๗ สละราชบัลลังก์แล้ว) และระดับคุณธรรมเสื่อมลงอย่างรวดเร็วในยุคโลกาภิวัฒน์
การศึกษาราษฏรในยุค

บ้าน
การศึกษาในยุค "รวบ" สมัยสุโขทัย-อยุธยา ราชวังจะมีบทบาทสำคัญในการศึกษาขั้นต้นที่สอนให้เรียนเขียน อ่านหนังสือ ส่วนการเรียนศิลปะวิชาการเฉพาะได้ "บ้าน" ของครูหรือช่างจะเป็นแหล่งบ่มเพาะประสิทธิ์ประสาทวิชา ใช้วิธีเรียนแบบที่เรียกได้ว่า เรียนจากการทำงาน หรือเรียนจากการปฏิบัติ ก่อนจะออกไปประกอบอาชีพหรือรับราชการต่อไป
ก่อนการเลิกทาสในรัชสมัยรัชกาลที่ ๕ สถาบันครอบครัวเป็นอยู่ในลักษณะครอบครัวใหญ่เป็นไพร่ในเรือนขุนเรือนนาย ช่วง ๔๐ ปี ของการเลิกทาส สถาบันครัวพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว ก่อนจะทรง ทรุด และครอบครัวล่มสลายในปัจจุบัน จากผลโดยตรงของทุนนิยมจากการพัฒนาเศรษฐกิจที่ไม่คิดถึงบริบทของตนเอง

โรงเรียน 
โรงเรียนเกิดขึ้นก่อนในราชวัง ก่อนจะมีโรงเรียนสำหรับราษฎรในรัชกาลที่ ๕ และมีการพัฒนาอย่างจริงจังในรัชสมัยราชกาลที่ ๖ ก่อนแผนปฏิรูปเศรษฐกิจ ระบบการศึกษาเป็นแบบ "บวร" โรงเรียนตั้งอยู้ในวัด ครูคือพระ พระคือครู การพัฒนาความรู้ให้ก้าวทันศาสตร์ตะวันตก ที่หลงโลกจนลืมบริบทของตนเอง แม้จะพัฒนาจนมีวิทยาลัย มหาวิทยาลัย แต่โรงเรียนก็ไม่ได้แก้ไขปัญหาคุณธรรม ทำให้สถาบันครอบครัวล่มสลาย ซ้ำยังทำให้คนไทยทิ้งถิ่นฐานครอบครัวเข้าไปทำงานในเมือง "บ้าน" หายไปกลายเป็นระบบ "รวม" อย่างทุกวันนี้

ในรูป ผมทำแถบสีแดงแบบฟังก์ชันเพิ่ม แสดงระดับของความรู้ที่จำเป็นที่ต้องมีเพื่อให้เท่าทีนต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก สังเกตว่า บ้าน-วัด-โรงเรียน นั้นรวมกันอยู่และผสมผสานกันอย่างกลมกลืนก่อนจะเกิดการปฏิรูปทางเศรษฐกิจที่ไม่ได้คิดถึงบริบทและจุดเด่นของตนเอง...

...จนมีวันนี้ วันที่ประชาชนแบ่งเป็นสองฝ่าย.... จะโทษใคร .... ถ้าไม่ใช่... นักการศึกษา.....

ขอบจบบันทึกเท่านี้ก่อน
รายละเอียดในแต่ละสมัยรัชกาลของการเปลี่ยนแปลงและวิวัฒนา จำนำมาบันทึกต่อไปครับ...