วันที่ ๑๒-๑๓ พ.ย. ๒๕๕๗ ผมมีโอกาสไปเรียนรู้ ด้วยวิธีศึกษาดูงาน มหกรรมธรรมศาสตร์ ที่เรียกว่างาน "ธรรมศาสตร์เพื่อประชาชน" หลายอย่างผมได้เรียนรู้แบบเปิดกระโหลก หลายอย่างถือเป็นตัวอย่างที่สร้างความมั่นใจให้ตนเองว่าสิ่งที่ทำมานั้นถูกทางแล้ว ถ้าถามว่าใครคือคีย์ให้ ม.ธรรมศาสตร์ มาถึงขนาดนี้ คำตอบคือ คนดีวันละคนท่านหนึ่งที่ ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช ยกย่องไว้ที่นี่ คือ ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล
ผมกลับมาพร้อมกับ "ไอเดีย" และ "แรงบันดาลใจเต็มเปี่ยม" ที่จะเรียนรู้จากท่าน การสืบค้นพบคลิปวีดีโอ ๓ ตอน ในบทบาท"วิทยากรกระบวนการ" เรื่อง Active Learning ที่มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์เชิญท่านไปพัฒนาอาจารย์เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ผมตั้งใจดูแบบละเอียดจึงได้ประโยชน์เต็มที่ หากสนใจเชิญคลิกไปดูครับ (part 1, part 2, part 3)
ผมประทับใจวิธีการ "ประเมินอย่างไว" ว่า มหาวิทยาลัยไทยบรรลุเป้าหมายของการสร้างบัณฑิตหรือไม่ ท่านสรุปเป้าหมายเป็น ๔ ประเด็นหลังจากใช้วิธีการกำหนดแบบมีส่วนร่วม แล้วสำรวจโดยการถามความเห็นอาจารย์จำนวน ๔๗ ท่าน โดยการให้ยกมือแล้วนับ ผลการสำรวจเป็นดังตารางครับ
คำถามต่อไปคือ ทำไมถึงเป็นอย่างตารางนี้ คำตอบที่ท่านเฉลยคือ ....เพราะวิธีการสอนแบบเลคเชอร์... นับเป็นการนำสู่ความตระหนักในใจว่า ทำไมต้องเปลี่ยนวิธีการสอนในมหาวิทยาลัยไทยที่ยอดเยี่ยมที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมา...
วันอาทิตย์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557
วันจันทร์ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2557
ความไม่เข้ากันของบริบทของไทยกับการศึกษาที่ไปเอามาจากต่างชาติ
ผมอ่านบันทึกของ นพ.วัลลภ พรเรืองวงศ์ เรื่อง "ฝรั่ง (ชาวตะวันตก) คิดต่าง ไม่เหมือนคนตะวันออกอย่างไร" เกิดแรงบันดาลใจที่จะนำมาบอกต่อ และตีความ เพื่ออธิบายสาเหตุที่ทำให้การศึกษาไทยล้มเหลว...ซึ่งผมมีความเห็นว่า เป็นเพราะการศึกษาของไทยเราไปเอาของ "เขา" มาสวม โดยที่ไม่ได้รวมบูรณากับการศึกษาบนฐานบริบทของตนเอง ดังจะยกตัวอย่างดังนี้ครับ
3). เมื่อมีความเห็นต่าง หรือความเห็นไม่ตรงกัน
ชาวตะวันตกมีแนวโน้มจะคุยกันต่อหน้าโดยใช้เหตุผล ชาวตะวันออกมีแนวโน้มจะหลีกเลี่ยง โดยคุยเรื่องอื่นแทน และไปนินทากันลับหลัง ทำให้ความขัดแย้งสะสม พอกพูน หมกเม็ดไว้... ในระยะยาว
บริบทของคนไทย ผู้คนส่วนใหญ่มีใจเมตตา เอื้อเฟื้อ ถนอมน้ำใจ และที่สำคัญที่สุดคือพร้อมจะให้อภัยเสมอ ในหลักคำสอนของศาสนาพุทธที่คนไทยนับถือ มีข้อกำหนดชัดว่าไม่ให้นินทาลับหลัง หรือว่าร้ายต่อหน้ากัน เพราะเหตุและผลนั้นเป็นเรื่องความคิดความเห็น ทุกคนมีเหตุผลของตนเอง สิ่งสำคัญคือเหตุผลบนความถูกต้องตามหลักคุณธรรม
นักการศึกษา ให้เน้นการแสดงเหตุและผลต่อหน้า ให้กล้าแสดงความคิดความเห็น เด็กที่ไม่ได้เป็นอย่างนี้ ก็บอกว่าไม่มีความรู้ความสามารถ ไม่ฉลาด .....นี่จึงไม่เหมาะกับบริบท
สิ่งที่ควรจะปรับคือ เน้นเหตุและผลบนความถูกต้องตามหลักคุณธรรม เน้นการแสดงเหตุและผลแบบ "ปิดบัง" คือไม่แสดงต่อหน้า การออกแบบการแสดงความคิดเห็นที่ควรจะเป็น น่าจะเน้นการเขียนแบบไม่ลงชื่อ มากกว่าการยืนพูดหน้าห้อง.....
(9). วิถีชีวิต
ชาวตะวันตกชอบชีวิตอิสระ ต่างคนต่างอยู่ ไม่ก้าวก่ายเรื่องส่วนตัว
ชาวตะวันออกชอบพบปะสังสันทน์ ชอบซอกแซกเรื่องคนอื่น สอดรู้สอดเห็น
นักการศึกษา เข้าใจว่า การศึกษาต้องต่างคนต่างทำ เป็นแบบสอนเดี่ยว เรียนเดี่ยว แข่งขันชิงดี นำเอาระเบียบวิธีวิจัยแบบวิทยาศาสตร์มาใช้กับสังคมวัฒนธรรมแบบสังคมศาสตร์มนุษย์ศาสตร์ ต้องตีพิมพ์ต่างชาติทั้งที่ ทั้งๆ ที่ในพื้นที่ขาดองค์ความรู้ ทำให้เรื่องหน้างานกลายเป็น "วิชาการ" ที่ครูส่วนใหญ่เกลียดขยาด
สิ่งที่ควรปรับ คือ ใช้จุดเด่นที่ชอบคุยกัน ชอบพบปะสังสันทน์ มาคุยเรื่องงานเรื่องนักเรียนกันบ้าง จัดการความรู้แบบที่ดูไม่ต้องมีรูปแบบ วิจัยเพื่อแก้ปัญหาหน้างานร่วมกันแบบเริ่มจากง่ายๆ ไม่ต้องมีระเบียบวิธีมากมาย ใช้ความบ้า Social Network มาเป็นเครื่องมือสร้างสังคมแห่งความรู้
3). เมื่อมีความเห็นต่าง หรือความเห็นไม่ตรงกัน
ชาวตะวันตกมีแนวโน้มจะคุยกันต่อหน้าโดยใช้เหตุผล ชาวตะวันออกมีแนวโน้มจะหลีกเลี่ยง โดยคุยเรื่องอื่นแทน และไปนินทากันลับหลัง ทำให้ความขัดแย้งสะสม พอกพูน หมกเม็ดไว้... ในระยะยาว
บริบทของคนไทย ผู้คนส่วนใหญ่มีใจเมตตา เอื้อเฟื้อ ถนอมน้ำใจ และที่สำคัญที่สุดคือพร้อมจะให้อภัยเสมอ ในหลักคำสอนของศาสนาพุทธที่คนไทยนับถือ มีข้อกำหนดชัดว่าไม่ให้นินทาลับหลัง หรือว่าร้ายต่อหน้ากัน เพราะเหตุและผลนั้นเป็นเรื่องความคิดความเห็น ทุกคนมีเหตุผลของตนเอง สิ่งสำคัญคือเหตุผลบนความถูกต้องตามหลักคุณธรรม
นักการศึกษา ให้เน้นการแสดงเหตุและผลต่อหน้า ให้กล้าแสดงความคิดความเห็น เด็กที่ไม่ได้เป็นอย่างนี้ ก็บอกว่าไม่มีความรู้ความสามารถ ไม่ฉลาด .....นี่จึงไม่เหมาะกับบริบท
สิ่งที่ควรจะปรับคือ เน้นเหตุและผลบนความถูกต้องตามหลักคุณธรรม เน้นการแสดงเหตุและผลแบบ "ปิดบัง" คือไม่แสดงต่อหน้า การออกแบบการแสดงความคิดเห็นที่ควรจะเป็น น่าจะเน้นการเขียนแบบไม่ลงชื่อ มากกว่าการยืนพูดหน้าห้อง.....
(9). วิถีชีวิต
ชาวตะวันตกชอบชีวิตอิสระ ต่างคนต่างอยู่ ไม่ก้าวก่ายเรื่องส่วนตัว
ชาวตะวันออกชอบพบปะสังสันทน์ ชอบซอกแซกเรื่องคนอื่น สอดรู้สอดเห็น
นักการศึกษา เข้าใจว่า การศึกษาต้องต่างคนต่างทำ เป็นแบบสอนเดี่ยว เรียนเดี่ยว แข่งขันชิงดี นำเอาระเบียบวิธีวิจัยแบบวิทยาศาสตร์มาใช้กับสังคมวัฒนธรรมแบบสังคมศาสตร์มนุษย์ศาสตร์ ต้องตีพิมพ์ต่างชาติทั้งที่ ทั้งๆ ที่ในพื้นที่ขาดองค์ความรู้ ทำให้เรื่องหน้างานกลายเป็น "วิชาการ" ที่ครูส่วนใหญ่เกลียดขยาด
สิ่งที่ควรปรับ คือ ใช้จุดเด่นที่ชอบคุยกัน ชอบพบปะสังสันทน์ มาคุยเรื่องงานเรื่องนักเรียนกันบ้าง จัดการความรู้แบบที่ดูไม่ต้องมีรูปแบบ วิจัยเพื่อแก้ปัญหาหน้างานร่วมกันแบบเริ่มจากง่ายๆ ไม่ต้องมีระเบียบวิธีมากมาย ใช้ความบ้า Social Network มาเป็นเครื่องมือสร้างสังคมแห่งความรู้
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)
